ข่าว

Kevin Warsh ประธาน Fed เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และ AI บนเวที IMF Annual Meetings 2026

ผู้เขียน : BO-Content Team16 ต.ค. 69อ่าน : 159
BO-Content Team
16 ต.ค. 69อ่าน : 159
Kevin Warsh ประธาน Fed เปิดมุมมองเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และ AI บนเวที IMF Annual Meetings 2026

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2026 Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ร่วมสนทนากับ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บนเวที IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ณ กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและความท้าทายของนโยบายการเงินในปัจจุบัน

ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ สงคราม และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกกลับยังเติบโตได้ดีกว่าที่คาด ขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้น ทำให้เกิดคำถามว่า ธนาคารกลางจะรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างไร เมื่อโอกาสในการเติบโตและความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ตลอดการสนทนา Warsh ได้เปิดมุมมองทั้งเรื่องเศรษฐกิจโลก ทิศทางเงินเฟ้อ บทบาทของ AI ต่อการจ้างงานและประสิทธิภาพในการผลิต ตลอดจนแนวทางการดำเนินนโยบายของ Fed พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับวิธีคิดและการตัดสินใจให้สอดคล้องกับโลกเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ก่อนเริ่มบทสนทนา 

Georgieva แนะนำ Warsh ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ทั้งด้านตลาดการเงิน นโยบายเศรษฐกิจ และวิชาการ โดยเคยทำงานที่ Morgan Stanley เป็นที่ปรึกษาด้านตลาดทุนและระบบธนาคารให้ประธานาธิบดี George W. Bush รวมถึงมีบทบาทที่ Hoover Institution, Stanford Graduate School of Business และ Duquesne Family Office

Warsh เคยเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ Fed เมื่ออายุ 35 ปี ซึ่งถือว่าอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีส่วนร่วมในการรับมือวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ก่อนกลับมาดำรงตำแหน่งประธาน Fed ในเดือนพฤษภาคม 2026

Georgieva ชื่นชมความเข้าใจตลาดการเงินและความสามารถในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของ Warsh ก่อนถามว่า เหตุใดเศรษฐกิจโลกจึงยังเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน และผู้กำหนดนโยบายควรทำอย่างไรเพื่อรักษาความแข็งแกร่งดังกล่าว

เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งกว่าคาด การลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

Warsh เริ่มด้วยการกล่าวติดตลกว่า แม้ Georgieva จะมองว่าประสบการณ์ช่วงวิกฤตการเงินโลกเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดในประวัติการทำงานของเขา แต่สำหรับตัวเขาเอง นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาที่ชื่นชอบ เพราะทุกครั้งที่กลับมาประชุม IMF หรือ G20 ยังคงนึกถึงความยากลำบากในช่วงวิกฤต

เขาอธิบายว่า วิธีประเมินเศรษฐกิจของตนคือการพยายามมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเปรียบเสมือนการ “มองออกไปนอกหน้าต่าง” มากกว่าการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลังหรือการคาดการณ์อนาคตเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมากสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ขณะที่การคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2027–2028 ก็ไม่สามารถแม่นยำได้ทั้งหมด ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรอบด้าน

Fed ใช้แนวทางนี้ในการประชุม FOMC ประมาณ 8 ครั้งต่อปี โดยพิจารณาการเติบโต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ สำหรับการประชุมเดือนกันยายน Warsh ระบุว่าสถานการณ์ในช่วงหนึ่งเดือนหลังจากนั้นยังเป็นไปตามที่ประเมินไว้เป็นส่วนใหญ่

เขายังให้ความสำคัญกับการรับฟังธนาคารกลางประเทศอื่น เพราะนโยบาย Fed ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ขณะที่นโยบายของประเทศอื่นก็ส่งผลย้อนกลับมายังสหรัฐฯ เช่นกัน

Warsh ย้อนถึงแนวคิด Secular Stagnation หรือภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำอย่างยืดเยื้อ ซึ่งเคยเป็นประเด็นสำคัญเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน แต่ปัจจุบันกลับเห็นการเติบโตเชิงโครงสร้างและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสหรัฐฯ

เขามองว่าการลงทุนไม่ได้ขยายตัวโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมและรากฐานระดับจุลภาคที่แข็งแกร่ง สะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนจะเป็นปัจจัยเชิงบวกสำคัญ แต่เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อที่หลายประเทศกำลังรับมือร่วมกัน

Fed ย้ำรักษาเสถียรภาพราคา แต่ไม่ส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า

Warsh กล่าวว่า จากการพบปะผู้ว่าการธนาคารกลางระหว่างการประชุม IMF เขาพบว่าหลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านราคาคล้ายกัน แม้สาเหตุและผลกระทบจะแตกต่างกัน

สำหรับ Fed การรักษาเสถียรภาพราคายังคงเป็นภารกิจสำคัญ โดยได้ลดระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินลงบางส่วนเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน

อย่างไรก็ตาม Warsh ไม่ต้องการส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าจะตัดสินใจอย่างไรในการประชุม FOMC เดือนตุลาคมและธันวาคม 2026 เพราะการตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

เขายอมรับว่าคำตอบนี้อาจทำให้ผู้ที่ต้องการทราบทิศทางดอกเบี้ยผิดหวัง แต่ย้ำว่า Fed กำลังเข้าสู่บทใหม่ของการดำเนินนโยบาย และจะไม่ชี้นำผลการประชุมล่วงหน้าเช่นนั้นอีกต่อไป

AI กระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในระยะกลาง

Georgieva ตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจบางประเทศได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI ขณะที่บางประเทศถูกกดดันจากสงครามและปัญหาพลังงาน แต่หลายประเทศต่างเผชิญเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง

เธอจึงถามว่า AI จะส่งผลต่อเงินเฟ้อและนโยบายการเงินอย่างไร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดย Warsh มองว่า AI อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจโลกเท่าที่เขาเคยพบมาตลอดชีวิต แต่ต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ

AI ส่งผลต่ออุปสงค์ก่อนอุปทาน

ในช่วงแรก การลงทุนด้าน AI จะกระตุ้นอุปสงค์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านราคา แต่ในระยะกลาง Warsh เชื่อว่า AI จะกลายเป็น Positive Supply Shock หรือแรงกระแทกเชิงบวกด้านอุปทาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการผลิต

เขาจึงมองว่า AI แตกต่างจากแรงกระแทกที่เกิดจากสงคราม เพราะแม้สร้างความผันผวนในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่มีศักยภาพสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมากในระยะยาว

AI อาจเปลี่ยนวิธีวิเคราะห์ข้อมูลของธนาคารกลาง

Warsh กล่าวว่า ธนาคารกลางต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น Bureau of Labor Statistics (BLS) และ Bureau of Economic Analysis (BEA)

ที่ผ่านมา การประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อต้องอาศัยแบบจำลองเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม แต่ AI อาจช่วยให้เข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงแยกแยะได้ดีขึ้นว่าข้อมูลใหม่สะท้อนสถานการณ์จริง หรือเป็นเพียงข้อมูลย้อนหลังที่มีความคลาดเคลื่อน เขาจึงเชื่อว่า AI อาจเปลี่ยนกระบวนการวิเคราะห์และกำหนดนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อการจ้างงานยังไม่แน่นอน

Warsh ยอมรับว่าในช่วง 12–18 เดือนข้างหน้า ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานได้ชัดเจน แม้เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มระสิทธิภาพในการผลิตและความมั่งคั่งในระยะยาว แต่ยังไม่ทราบว่าโครงสร้างตลาด AI จะพัฒนาอย่างไร บริษัทใดจะสร้างรายได้ และผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์ตามที่คาดหวังหรือไม่

เขาจึงมอง AI ในแง่บวกควบคู่กับความระมัดระวัง และเชื่อว่าอีกสิบปีข้างหน้า เทคโนโลยีนี้อาจได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก

Warsh ยังกล่าวถึงการจัดตั้งคณะทำงานภายนอกเพื่อศึกษาเรื่องต่าง ๆ รวมถึงประสิทธิภาพในการผลิตและการจ้างงาน โดยคณะทำงานด้านดังกล่าวมีกำหนดจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกวันที่ 16 พฤศจิกายน 2026 ที่ Bay Area

เขาระบุว่า Fed อาจยังไม่มีคำตอบทั้งหมด แต่ต้องเริ่มตั้งคำถามและศึกษาผลกระทบตั้งแต่วันนี้ โดยหวังว่าองค์ความรู้จะเป็นประโยชน์ต่อ IMF และธนาคารกลางประเทศอื่นด้วย

คณะทำงาน Fed กับการประเมินโอกาสและความเสี่ยงจาก AI

Georgieva ถามต่อว่า ระหว่างผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน และโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ประเด็นใดควรได้รับความสำคัญมากที่สุด

Warsh อธิบายว่า Fed มีคณะทำงานภายนอกทั้งหมด 5 ชุด ซึ่งศึกษาประเด็นต่าง ๆ เช่น ประสิทธิภาพและการจ้างงาน การจัดเก็บข้อมูล และเงินเฟ้อ เป้าหมายคือการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อนำเสนอต่อ FOMC และเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยไม่กำหนดคำตอบล่วงหน้า เพราะต้องการเปิดโอกาสให้เกิดแนวคิดใหม่จริง ๆ

เขายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอาจสร้าง Tail Risks หรือความเสี่ยงรุนแรงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ขณะที่ภาคเอกชนสหรัฐฯ กำลังลงทุนในเทคโนโลยีและบริษัท AI จำนวนมาก โดยยังไม่ชัดเจนว่าใครจะประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม Warsh มองว่าธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าบริษัทใดจะเป็นผู้ชนะหรือผู้แพ้ เพราะเป็นหน้าที่ของตลาดการเงิน สิ่งที่ Fed ควรทำคือประเมินว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะส่งผลต่อเสถียรภาพราคา การจ้างงาน และเสถียรภาพทางการเงินอย่างไร

เขาย้ำว่าธนาคารกลางไม่ควรพยายามป้องกันความผันผวนทุกประเภท แต่ควรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านลบที่รุนแรงและอยู่ในขอบเขตที่สามารถลดผลกระทบได้

บทเรียนจาก 148 วันแรกในตำแหน่งประธาน Fed

Georgieva ถามว่า หลังดำรงตำแหน่งประธาน Fed มาแล้วประมาณ 148 วัน Warsh ได้เรียนรู้อะไรที่แตกต่างจากความเข้าใจในวันแรก

Warsh กล่าวว่า ประสบการณ์ทำงานที่ Fed เป็นเวลา 5 ปีครึ่งในอดีตช่วยให้เขากล้าเสนอแนวคิดใหม่ภายในองค์กรที่มีบุคลากรประมาณ 23,000 คน เขามองว่าผู้นำต้องรักษาสมดุลระหว่างมุมมองใหม่จากภายนอกกับความเข้าใจการทำงานภายใน เพื่อให้สามารถปรับองค์กรโดยไม่สูญเสียจุดแข็งเดิม

บุคลากร Fed มีความสามารถมากกว่าที่คาด

ก่อนกลับมารับตำแหน่ง Warsh เคยกังวลว่าหลังจากออกจาก Fed ไป 15 ปี บุคลากรที่มีความสามารถอาจย้ายออกไปแล้ว แต่สิ่งที่พบคือ Fed ยังมีบุคลากรที่ทุ่มเทและมีความสามารถจำนวนมาก แม้จากภายนอกองค์กรอาจดูเหมือนมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ภายในมีการแลกเปลี่ยนและท้าทายแนวคิดอย่างจริงจัง เขาจึงมองว่าหน้าที่ของผู้บริหารคือการสร้างวัฒนธรรมที่ช่วยให้บุคลากรสามารถใช้ศักยภาพได้เต็มที่

75% ของบุคลากรไม่ได้ทำงานด้านนโยบายการเงินโดยตรง

Warsh ยอมรับว่าในช่วงแรก เขายังให้ความสำคัญกับภารกิจด้านอื่นของ Fed ไม่มากพอ เพราะความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่นโยบายการเงิน แต่บุคลากรประมาณ 75% ไม่ได้ทำงานด้านนี้โดยตรง โดย Fed ยังมีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน ระบบชำระเงิน และคุ้มครองผู้บริโภคและชุมชน

เขาจึงตั้งใจว่าในช่วง 100 วันถัดไป จะให้ความสำคัญกับภารกิจเหล่านี้มากขึ้น เพราะประธาน Fed ต้องรับผิดชอบต่อทุกส่วนขององค์กร

ความน่าเชื่อถือคือพลังที่แท้จริงของ Fed

Warsh ย้ำว่า สิ่งที่ทำให้ Fed สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างมีระสิทธิภาพในการผลิต ไม่ใช่เพียงความสามารถในการพิมพ์เงิน แต่คือความน่าเชื่อถือของสถาบัน ความน่าเชื่อถือนี้ได้รับการสั่งสมจากอดีตผู้นำ และต้องรักษาผ่านการดำเนินงานทุกด้าน เพราะความผิดพลาดในการกำกับดูแลหรือระบบชำระเงินก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อ Fed โดยรวม

เขาจึงเห็นว่าผู้นำต้องกล้าตั้งคำถามต่อแนวทางเดิม ไม่ใช่ยึดถือเพียงว่าองค์กรเคยดำเนินการเช่นนี้มาโดยตลอด

บทเรียนจากอดีตประธาน Fed และเหตุผลที่ไม่ควรยึดติดกับนโยบายเดิม

Georgieva ถามว่า ในฐานะประธาน Fed คนที่ 17 Warsh ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้นำคนก่อนอย่างไร และต้องการให้ผู้คนจดจำเขาในเรื่องใด

Warsh ตอบว่า หลังทำงานมาเพียง 148 วัน เขายังไม่ได้คิดถึงการสร้างชื่อเสียงหรือมรดก แต่ให้ความสำคัญกับการกำหนดนโยบายให้ถูกต้อง เขาเล่าว่าเคยพบ Paul Volcker เมื่ออายุ 35 ปี ในช่วงที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการ Fed หลังจากสมาชิกอาวุโสของคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภาคนหนึ่งยังไม่แน่ใจว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่

Warsh กล่าวติดตลกว่า หากเป็นยุคปัจจุบัน เขาคงขอถ่ายเซลฟีกับ Volcker แต่ในเวลานั้นอาจต้องพกสมุดไปขอลายเซ็นแทน เขาได้เรียนรู้จากอดีตประธาน Fed หลายคน โดยเฉพาะ Paul Volcker, Alan Greenspan และ Ben Bernanke ซึ่งแม้มีแนวทางแตกต่างกัน แต่ต่างสามารถรับมือกับความท้าทายที่ผู้นำก่อนหน้าไม่เคยเผชิญ

พวกเขาไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปจากตำราเศรษฐศาสตร์ และไม่ได้ตัดสินใจถูกต้องทุกครั้ง แต่กล้าปรับองค์กรและนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์

Warsh ย้ำว่าประธาน Fed คนที่ 17 ไม่สามารถดำเนินนโยบายเหมือนผู้นำรุ่นก่อนทั้งหมดได้ เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในชีวิตการทำงานของเขา เขาอ้างถึงแนวคิดจากสุนทรพจน์ที่ Jackson Hole ว่า หน้าที่แรกของผู้กำหนดนโยบายคือการตรวจสอบความเป็นจริง และทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

นี่เป็นเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับการรับฟังมุมมองจากประเทศต่าง ๆ เพื่อประกอบการประเมินเศรษฐกิจให้รอบด้านยิ่งขึ้น

สองบทเรียนสำคัญจากการประชุม IMF และ G20

เมื่อ Georgieva ถามถึงสิ่งที่ Warsh ได้เรียนรู้จากการประชุมครั้งนี้ เขาระบุว่ามีสองประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก เศรษฐกิจโลกยืดหยุ่นกว่าที่คาด

Warsh มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่ขยายตัวไปยังหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียง AI แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลกยังรักษาการเติบโตได้ แม้เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

หากย้อนกลับไปเมื่อ 5–6 เดือนก่อน เขาอาจไม่ได้คาดว่าประเทศสมาชิก G20 จำนวนมากจะมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นนี้

ประเด็นที่สอง ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังรับมือเงินเฟ้อร่วมกัน

Warsh ระบุว่าเงินเฟ้อเป็นความท้าทายร่วมกันของหลายประเทศ และจากการพบปะผู้ว่าการธนาคารกลาง เขาสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพราคา แม้แต่ละประเทศมีเครื่องมือและเงื่อนไขแตกต่างกัน แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่งดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เขามองว่านี่เป็นพัฒนาการเชิงบวก เพราะแต่ละประเทศกำลังลงมือรับมือปัญหา ไม่ใช่เพียงรอรับประโยชน์จากนโยบายของประเทศอื่น

Georgieva เห็นด้วย โดยย้ำว่าเสถียรภาพราคาช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

Warsh เชื่อว่าสหรัฐฯ จะผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านและแข็งแกร่งขึ้น

ในช่วงท้าย Warsh กล่าวขอบคุณ Georgieva และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศต่าง ๆ ที่เปิดรับความคิดเห็นและแนวคิดใหม่

เขาเน้นว่าผู้กำหนดนโยบายไม่ควรยึดติดกับคำอธิบายว่าองค์กรดำเนินการเช่นนี้มาโดยตลอด หรือแบบจำลองเศรษฐกิจระบุว่าจะเกิดอะไรขึ้น Warsh ให้ความสำคัญกับกรอบคิดเชิงนโยบายมากกว่าแบบจำลองที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าตัวแปรทางเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ยในอดีต เพราะอาจไม่สามารถอธิบายโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด

แม้เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทาย เขายังคงมองอนาคตในแง่บวก โดยเชื่อว่าสหรัฐฯ จะผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านและมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงมีศักยภาพในการเป็นผู้นำการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการเติบโตไม่จำเป็นต้องเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์และอีกฝ่ายต้องสูญเสีย เพราะแนวคิดและนโยบายใหม่ที่ได้ผลในสหรัฐฯ อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่น ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทเศรษฐกิจของตนเองได้เช่นกัน

Georgieva ปิดท้ายการสนทนาด้วยการกล่าวถึง Warsh ในฐานะประธาน Fed ผู้ให้ความสำคัญกับการปกป้องเสถียรภาพราคา

ที่มา: การประชุม “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF), 16 ตุลาคม 2026  https://www.imf.org/en/meetings/2026/annual/schedule/2026/10/16/managing-director-fireside-chat-with-federal-reserve-chairman-kevin-warsh


บทความล่าสุด
news
icon USDCicon WLFI

ผู้ถือหุ้น Circle ยื่นฟ้อง ทรัมป์ ปมดีลคริปโตเชื่อมโยง UAE

ผู้ถือหุ้น Circle ยื่นฟ้องศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จัดการ ดอนอัลด์ ทรัมป์ โดยอ้างว่าดีลคริปโตกับต่างชาติขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

23 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon USDCicon WLFI|
23 ต.ค. 69 | AI Generated
news
icon BTCicon ETH

SEC ปักธงส่องเทคโนโลยีใหม่ Tokenization, AI และ Quantum สำหรับปี 2027

SEC สหรัฐฯ ประกาศแนวทางตรวจสอบประจำปีงบประมาณ 2027 โดยมุ่งเน้นไปที่ Tokenized Securities, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความเสี่ยงจาก Quantum Computing

23 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon BTCicon ETH|
23 ต.ค. 69 | AI Generated
news
icon USDT

วุฒิสภาสหรัฐฯ สอบ Tether ปมดีลลับกับที่ปรึกษาทำเนียบขาว

สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ Richard Blumenthal เรียกร้องขอข้อมูลการเงินจาก Tether หลังพบการจ่ายเงินให้บริษัทที่ปรึกษาซึ่งเชื่อมโยงกับ Bo Hines อดีตที่ปรึกษาด้านคริปโตของทำเนียบขาว

23 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon USDT|
23 ต.ค. 69 | AI Generated