DeFi โลกการเงินไร้พรมแดน
Decentralized Financial with borderless financial world
เกิดเป็นกระแสพูดถึงในวงกว้างถึงแนวคิด Decentralized Financial หรือ “โลกการเงินไร้ตัวกลาง” ขึ้นในงาน DeFi Summit ซึ่งเป็นงานนิทรรศกาลอย่างหนึ่งที่ถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2018 ที่ Sanfrancisco โดยในนิทรรศการในครั้งนั้นได้มีการรวมตัวของนักพัฒนามากมาย
ในนิทรรศการนั้นมีกลุ่มนักพัฒนาและกลุ่มคนทั่วไปที่สนใจแนวคิดเดียวกันนี้ได้มีการพูดถึงแนวคิดของโลกการเงินในอุดมคติที่ไร้พรมแดนและความเป็นไปได้ของแพลทฟอร์มด้านการเงินที่ปราศจากตัวกลาง และได้มีการตั้งกลุ่ม DeFi Network community ขึ้นมาในที่สุด
แท้จริงแล้ว DeFi คืออะไรล่ะ?
หากพูดถึง Decentralized Financial นั้นเป็นการเรียกระบบต่างๆ ในโลกการเงินแบบไร้ตัวกลางเกือบทุกรูปแบบ อาทิ การค้ำประกัน, การปล่อยกู้, การโอน, ไปจนถึงมรดก
ทั้งนี้หากมีการกล่าวถึงระบบการเงินแบบเก่าๆ การทำกรรมดังที่กล่าวไปข้างต้นต้องมีการดำเนินการผ่านทางธนาคารหรือองค์กรต่างๆ ซึ่งในบางครั้งต้องใช้เวลาในการดำเนินการประมาณหนึ่งรวมไปถึงการใช้สินทรัพย์และเครดิตหลายอย่างในการยื่นกู้หรือทำธุรกรรม หรือพูดง่ายๆ ก็คือในระบบแบบเก่าๆ นั้นการจะทำธุรกรรมใดๆ ก็ตามมัก “มีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การโอนเงินข้ามประเทศ การขอกู้เงิน การทำสัญญาค้ำประกัน
ระบบการเงินแบบเดิม
เมื่อมีการทำธุรกรรมผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร นอกจากทางหน่วยงานนี้จะต้องเป็นผู้ทำธุรกรรมแล้วยังมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบอีกด้วย
เปรียบเสมือนธนาคารเป็นศูนย์กลางของข้อมูลทั้งหมดที่ทางผู้ใช้จำเป็นต้องไว้เนื้อเชื่อใจ
หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาก็จะมีการเปิดให้ตรวจสอบเท่าที่ตรวจสอบได้เท่านั้น
มีขั้นตอนและระบบที่ค่อนข้างละเอียดเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ส่งและผู้รับ บางครั้งใช้ระยะเวลาในการดำเนินการมาก
การทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น การขอกู้หรือค้ำประกัน ทางผู้ใช้บริการต้องมีการให้ข้อมูลส่วนตัวหรือนำหลักฐานและเครดิตจำนวนมากมาแสดง
ดูเผินๆ อาจรู้สึกว่าการติดต่อกับธนาคารนั้นเป็นธุระและข้อมูลส่วนตัว แต่แท้จริงแล้วข้อมูลทุกคนอยู่ในกำมือทั้งหมดของธนาคารนั่นแหละ (อย่างที่มีข่าวออกมาเป็นระยะเรื่องมีการทำธุรกรรมกับธนาคารบางแห่งได้ไม่นานแล้วจู่ๆ ก็เริ่มมีประกันโทรมา)
ระบบการเงินด้วยแนวคิด DeFi
ทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ (หรือใช้บริการแพลทฟอร์มที่ให้บริการ) นั้นเท่ากับทุกคนจะมีสิทธิ์เข้าถือข้อมูลในระบบอย่างเท่าเทียมกัน เช่น บัญชีและรายการธุรกรรมต่างๆ (แน่นอนว่าสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านี้คือรหัสทางอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นไม่ได้มีข้อมูลละเอียดขนาดชื่อ ที่อยู่ของเจ้าตัวจริงๆ)
ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือได้โดยการนำข้อมูลไปตรวจสอบกับข้อมูลที่ผู้ใช้หลายๆ คนมีอยู่ในมือ
ความเป็นอิสระและความยืดหยุ่นในการแลกเปลี่ยนและทำธุรกรรมที่มีความเป็นอิสระสูงมาก
โดยมากทางระบบแทบจะไม่ขอเครดิตหรือข้อมูลผู้ใช้มากนัก เพียงแค่คุณมีคุณสมบัติหรือจำนวนเหรียญในกระเป๋าเท่านั้น!
ประหยัดเวลา ใช้ระยะเวลาเพียงหลักนาทีไปถึงชั่วโมงในการยื่นทำธุรกรรม แม้กระทั่งการกู้และค้ำประกันก็ตาม
ในอีกแง่หนึ่งก็สามารถเรียกได้ว่า ระบบการเงินแบบ DeFi เป็นเสมือนการเอาข้อมูลการทำธุรกรรมที่กระจายเก็บไว้ในหลายๆ จุด มาตรวจสอบได้อย่างพร้อมๆ กัน สิ่งนี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยลดระยะเวลาในการทำธุรกรรมใดๆ ลง แถมยังช่วยชูจุดเด่นในด้านความโปร่งใสของข้อมูลชุดนึงที่มีการจดบันทึกไว้หลายที่ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายด้วยตนเอง
DeFi กับระบบของ Ethereum
จริงๆ แล้วแนวคิด DeFi นั้น ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นวงกว้างและมีการนำแนวคิดตรงนี้ไปต่อยอดพัฒนาแอพพลิเคชั่นและระบบมากมาย แต่ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในระบบที่มีการนำมาต่อยอดพัฒนาวงการการเงินไร้ตัวกลางหลากหลายสาขานั้นเกิดขึ้นบนบล็อคเชนของ “Ethereum” โดยหลายๆ แอพลิเคชั่นนั้นก็มีการปล่อยเหรียญให้กู้ยืมเป็น Stablecoin ที่ถูกค้ำประกันด้วยเหรียญหลากหลายชนิด (โดยผู้ใช้ท่านอื่นๆ ที่เอาเหรียญตัวเองมาปล่อยกู้)
ในปัจจุบันพบว่าระบบนิเวศของเหรียญ Ethereum มีเหรียญในระบบมากกว่า 2% ที่ถูกนำไปหมุนเวียนใช้ในระบบนิเวศของ DeFi (รวมถึงเหรียญอื่นๆ ใน ERC-20 อาทิ Synthetix, MakerDAO,IDEX และอื่นๆ)
มูลค่าของระบบนิเวศ DeFi ของ Ethereum
จากภาพตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่าในปัจจุบันมูลค่าของระบบ DiFi นั้นพุ่งไปสูงถึง $1.13 Billion เลยทีเดียว โดยแอพพลิเคชั่นที่มีมูลค่าสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Maker , Compound , Synthetix
ภาพจาก https://defipulse.com/ (ถ่ายเมื่อ 19 ก.พ. 2563)
แอพพลิเคชั่นตัวท็อปมีอะไรบ้าง?
MakerDAO กับแนวคิดการสร้าง Stablecoin
เดิมทีการสร้าง Stablecoin หรือการสร้างสกุลเงินที่สามารถ “คงมูลค่า” และใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการนั้น ในอดีตมีเพียงรัฐบาลของแต่ละประเทศเท่านั้นที่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวการออกสกุลเงินต่างๆ ได้ โดยการใช้ทองคำ, พันธบัตร, เครดิตต่างๆ ค้ำประกัน แต่ในโลกของระบบ Decentralized
ระบบจะแทนค่า 1 DAI = 1 ETH และแม้ราคาของ ETH จะไม่ค่อยคงที่ก็ไม่เป็นปัญหา ด้วยระบบ Smart Contract ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ
2. Compound ระบบการกู้ยืมเงินแบบ Decentralized
คล้ายกับระบบของ MakerDao แต่เป็นระบบกู้ยืมเงินที่ทางผู้ใช้สามารถนำเหรียญสกุลอะไรก็ได้ที่ทำงานอยู่บนบล็อคเชนของ ETH ไปค้ำประกันเพื่อแลกเหรียญดิจิทัลสกุลอื่นๆ ในระบบ และรายได้ของผู้ที่นำเหรียญมาปล่อยกู้จะเป็นดอกเบี้ยจะถูกคำนวนจาก Demand และ Supply ในระบบ
3. Synthetix กับการจำลองสินทรัพย์เข้าสู่โลกของดิจิทัล
ได้มีการสร้างระบบที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถนำสินทรัพย์ (เหรียญสกุลดิจิทัล) ของตนเองมาค้ำประกันเพื่อสร้าง “สินทรัพย์จำลองขึ้นมาในโลกดิจิทัล” แต่ต้องวางเงินค้ำประกันสูงถึง 750% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่จะสร้าง (ค้ำโดยเหรียญ SNX) ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องด้วยในปัจจุบันระบบสินทรัพย์จำลองนั้นยังไม่ถูกรองรับในแพลทฟอร์มอื่นๆ นอกจากของ Synthetix โดยตรง
ถือว่าน่าสนใจทีเดียวสำหรับจุดเริ่มต้นของระบบการเงินแห่งอนาคตนี้ แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบหลายๆ อย่างยังต้องใช้เวลาในการพิสูจย์และพัฒนาตัวเองอีกมาก อย่างไรก็ดีหลังจากกระแสแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ทยอยเปิดตัวออกมาเรื่อยๆ ทั้งนี้หลังจากกระแสแอพพลิเคชั่นที่ใช้ได้จริงออกมาราคาของเหรียญ ETH ก็ฟื้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับใครที่อยากทดลองเทรดหรือซื้อเหรียญสกุลนี้เก็บไว้ในมือ สามารถสมัครสมาชิกและหาซื้อได้จากทางตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องจากทาง กลต. เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินของผู้ลงทุนเอง เช่น ทางเว็บไซต์ Bitkub.com ก็มีเหรียญชนิดนี้วางขายและรับชำระเป็นเงินบาทด้วยเช่นกัน
บทความล่าสุด

Bitcoin พุ่งเฉียด $84,000 ถ้อยแถลง Fed หนุนตลาดคริปโตฟื้นตัว
Bitcoin พุ่งขึ้นเฉียด $84,000 หลัง Fed ส่งสัญญาณเรื่องอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ Altcoin และหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียต่างปรับตัวบวกเช่นกัน

ตลาดเริ่มกลัว Bitcoin และ XRP แต่ ETH กลับวิ่งสวนทาง
กระแสโซเชียลของ Bitcoin และ XRP เริ่มเปลี่ยนเป็นเชิงลบหลังจากราคาพักตัว แต่ Ethereum กลับมีกระแสเชิงบวกพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

XRPL Commons คัดเลือก 13 สตาร์ทอัป ลุยระบบชำระเงิน, AI และ DeFi
XRPL Commons คัดเลือก 13 สตาร์ทอัประดับโลกเข้าร่วมโครงการ Aquarium รุ่นที่ 9 เพื่อเร่งการใช้งานระบบชำระเงินในชีวิตจริง, พาณิชย์ AI และ DeFi บน XRP Ledger