ข่าว

What is Cardano (ADA)— Coins Directory (Bitkub.com)

ผู้เขียน : bitkub.com11 ธ.ค. 61อ่าน : 0MediumMedium
bitkub.com
11 ธ.ค. 61อ่าน : 0Medium
What is Cardano (ADA)— Coins Directory (Bitkub.com)

อะไรคือ Cardano— สารบัญเหรียญ (Bitkub.com)

Cardano คืออะไร ?

Cardano คือ แพลตฟอร์มสมาร์ทคอนแทรคท์ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2015 เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนา Cryptocurrency ให้มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม

ทางผู้พัฒนากล่าวว่า Cardano เป็นบล็อกเชนเจเนอเรชันที่ 3 ที่ระบุและแก้ไขปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นในบล็อกเชนยุคก่อนๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ความสามารถในการเพิ่มขยาย (Scalability), ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) และ ความยั่งยืน (Sustainability) ผ่านสถาปัตยกรรมแบบเป็นลำดับชั้น (layered architecture)

โดยปกติแล้ว White paper ทั่วไปจะประกอบไปด้วยโค้ด (Code) เป็นหลัก ซึ่งจะแตกต่างจากของ Cardano ตรงที่มันจะประกอบไปด้วย แนวคิดของหลักการดีไซน์, การดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็น Cryptocurrency ตัวแรกๆเลยที่สร้างขึ้นมาจากแนวคิดปรัชญาที่อิงหลักการทางวิทยาศาสตร์และประกอบไปด้วยงานวิจัยทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้เอง ทีมงานผู้พัฒนา Cardano จึงมั่นใจได้ว่า ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิจัยหรือวิศวกรรมจะได้อ่าน ทบทวน และมีความเห็นที่ตรงกันต่อผลลัพธ์ที่สามารถเป็นไปได้

เลเยอร์ทั้งสองชั้นของ Cardano คืออะไร?

บล็อกเชนของ Cardano ถูกพัฒนาบนเลเยอร์ 2 ชั้น ชั้นแรกคือสมุดบัญชีที่เอาไว้จดบันทึกมูลค่าของบัญชีนั้นๆ ชั้นที่สองคือ การบันทึกเหตุผลในการทำธุรกรรมนั้นๆ

Cardano Settlement Layer (CSL) — CSL ทำหน้าที่บันทึกมูลค่าของบัญชี โดยมีไอเดียที่พัฒนามาจากบล็อกเชนของ Bitcoin โดยจะใช้ คอนเซนซัสอัลกอริทึม แบบ proof-of-stake ในการสร้างบล็อกใหม่และยืนยันการทำธุรกรรม

Cardano Computation Layer (CCL) — CCL ประกอบไปข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำธุรกรรม เนื่องจากเลเยอร์ชั้นนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับ CSL ผู้ใช้งานจึงสามารถกำหนดเงื่อนไขได้เองเมื่อทำการประเมินการทำธุรกรรม

จุดกำเนิดของ Cardano และบล็อคเชนเจเนอเรชันที่ 3

Charles Hoskinson หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เป็นผู้ริเริ่มคิดค้น Cardano เขาเชื่อว่าผู้คนยังมีความต้องการบล็อกเชนเจเนอเรชันที่ 3 เพื่อที่จะแก้ไขจุดอ่อนของเทคโนโลยีบล็อกเชนยุคก่อนหน้า

Bitcoin เป็นตัวแทนของบล็อกเชนยุคแรก มันช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างกลุ่มผู้คน แต่มันมีข้อจำกัดในการทำธุรกรรมทางการเงินบางประเภทอีกทั้งยังไม่สามารถสร้างเงื่อนไขลงบนการทำธุรกรรมนั้นๆได้ Ethereum ซึ่งเป็นบล็อกเชนเจเนอเรชันที่ 2 ได้แก้ไขปัญหาที่ข้างต้นด้วยการสร้างสมาร์ทคอนแทรคท์ (smart contract) อย่างไรก็ตาม นาย Charles ได้อธิบายว่า Ethereum และ Bitcoin ไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอสำหรับการปรับเพิ่มขยาย (Scalability) ยิ่งไปกว่านั้นเองระบบการกำกับดูแลก็ไม่ดีเท่าที่ควรจากการที่เกิดฟอร์ค (fork) ขึ้น เช่น Bitcoin Cash และ Ethereum Classic

เป้าหมายการปรับเพิ่มขยายของ Cardano (Cardano’s Scalability Goal)

การเพิ่มขยาย (Scalability) สามารถแยกได้เป็น 3 ส่วนดังนี้:

1. จำนวนธุรกรรมต่อหนึ่งวินาที — Bitcoin สามารถจัดการได้ 7 ธุรกรรมต่อหนึ่งวินาที ส่วน Ethereum สามารถทำได้ 15–20 ธุรกรรม ต่อหนึ่งวินาที ซึ่งในการที่จะเป็นระบบการชำระเงินที่รองรับได้ทั้งโลกจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบล็อกเชนที่จะต้องรองรับและจัดการการทำธุรกรรมปริมาณมากได้

การแก้ปัญหาของ Cardano:

โปรโทคอลโอโรโบรอส (Ouroboros Protocol) อ้างอิงจาก proof-of-stake ที่สามารถเพิ่มจำนวนการจัดการธุรกรรมต่อวินาทีได้มากกว่า proof-of-work

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proof-of-Work vs. Proof-of-Stake ได้ที่นี่

2. เครือข่ายแบนด์วิดท์ — ถ้าจำนวนผู้ใช้งานขยายตัวมากขึ้นถึงหนึ่งล้านหรือหนึ่งพันล้านคนแล้ว เราจะต้องใช้แบนด์วิดท์มากถึง 100 mb — 1 tb ต่อวินาทีในการประมวลผลผ่าน internet ซึ่งมันไม่สามารถเป็นไปได้เลยที่จะเข้าถึงโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์อันเดียวกัน โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (network topology) หมายถึง Node ทุกตัวในเครือข่ายจำเป็นที่จะต้องรับส่งข้อความทุกข้อความ อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนธุรกรรมเพิ่มขึ้น Node ทุกตัวอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องมีทรัพยากรเพื่อที่จะรับส่งข้อมูลในเครือข่าย

การแก้ปัญหาของ Cardano:

RINA (Recursive Inter-Nerwork Architecture) คือเครือข่ายชนิดใหม่ที่สร้างขึ้นโดย นาย John Day โดยมีจุดประสงค์คือสร้างเครือข่ายที่แตกต่างกัน โดยอ้างอิงจากหลักการที่ว่าระบบเครือข่ายเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างโปรเซส (Inter Process Communication, IPC) โดยทาง Cardano เองหวังว่ามันจะช่วยให้ โปรโทคอล TCP/IP ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และทำให้เกิดทางเลือกใหม่ในการประมวลผลข้อมูลในเครือข่าย

3. การสเกลลิ่งข้อมูล — บล็อกเชนจะบันทึกข้อมูลทุกข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องและจำเป็นหรือไม่ก็ตาม บล็อกเชนทำงานได้โดย node ซึ่งแต่ละตัวจะเก็บสำเนาของบล็อกเชนไว้ในระบบ เมื่อระบบมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น การบันทึกข้อมูลจะใช้พื้นที่มากขึ้นซึ่งตรงนี้เองที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะ node ทุกตัวไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้

การแก้ปัญหาของ Cardano:

Cardano มีหลักการในการแก้ปัญหาที่ง่ายมาก โดยกล่าวไว้ว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องการข้อมูลทุกอย่าง” Cardano เองได้พิจารณาถึง การตัดข้อมูล (Pruning), การสมัครรับข้อมูล (Subscription) และการบีบอัดข้อมูล (Compression) ซึ่งถ้าเรารวมสามสิ่งนี้เข้าด้วยกัน มันก็จะทำให้ปริมาณข้อมูลที่ผู้ใช้งานแต่ละคนต้องบันทึกลงในระบบน้อยลงได้ อีกวิธีที่หนึ่งก็คือแบ่งข้อมูลเป็นส่วนๆ (Partitioning) หมายความว่าผู้ใช้งานสามารถบันทึกข้อมูลแค่บางส่วนของบล็อกเชนได้แทนที่จะเก็บข้อมูลทั้งหมดในบล็อกเชนไว้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความล่าสุด
news
icon ALGOicon BTCicon ETH+2

บิตคอยน์เริ่มนิ่งใกล้ $82,500 หลังสถานการณ์การเมืองโลกเริ่มคลี่คลาย

บิตคอยน์ดีดตัวกลับขึ้นมาแตะ $82,500 หลังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในสหรัฐฯ แม้ว่าตลาดอนุพันธ์คริปโตจะเจอการล้างพอร์ต (Liquidation) สูงเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม

09 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon ALGOicon BTCicon ETH|
09 ต.ค. 69 | AI Generated
news

ESMA เร่งตรวจความเสี่ยง 'หลักประกันโทเคน' ยามตลาดเกิดวิกฤต

หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของยุโรปเปิดรับฟังข้อมูล เพื่อพิสูจน์ว่าหลักประกันแปลงเป็นโทเคนสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างปลอดภัยยามเกิดวิกฤต ก่อนพิจารณาออกกฎหมายใหม่

09 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
09 ต.ค. 69 | AI Generated
news
icon BTCicon CYBERicon ETH

ก.ล.ต. ไทยเคาะเกณฑ์ Spot Bitcoin และ Ether ETF มีผล 16 ต.ค. นี้

ก.ล.ต. ไทย ประกาศเกณฑ์กำกับดูแล Spot Bitcoin และ Ether ETF มีผลบังคับใช้ 16 ตุลาคมนี้ ครอบคลุมการดูแลทรัพย์สิน สัดส่วนการลงทุน และแนวทางซื้อขาย

09 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon BTCicon CYBERicon ETH|
09 ต.ค. 69 | AI Generated