เปรียบเทียบ Proof-of-Work และ Proof-of-Stake
ระบบ Proof-of-Work ที่เป็นพื้นฐานของ Blockchain ต้นตำรับอย่าง Bitcoin กับ Proof-of-Stake ระบบที่ Blockchain รุ่นใหม่นิยมนำมาใช้กัน ทั้ง 2 ระบบมีความแตกต่างกันอย่างไร เราจะมาไขข้อสงสัยไปด้วยกันในบทความนี้
การทำงานของ Blockchain
บล็อกเชนเป็นระบบที่ผู้มีส่วนร่วมในเครือข่ายไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน แต่ระบบก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเด็ดขาด หรือเรียกว่า Trustless system
การที่จะเป็น Trustless system ได้นั้น ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Consensus Algorithm ซึ่งก็คือชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเครือข่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง Consensus Algorithm ที่คนในวงการน่าจะคุ้นเคยกันดีก็คือ Proof-of-Work กับ Proof-of-Stake
พิสูจน์ด้วยการลงมือทำ Proof-of-Work
Consensus Algorithm ที่คนในวงการน่าจะคุ้นเคยกันดีที่สุดก็คือ Proof-of-Work (PoW) นิยมใช้ใน Blockchain รุ่นแรก ๆ อย่าง Bitcoin (ฺBTC), Ethereum (ETH), หรือ Litecoin (LTC) เป็นต้น
PoW คือการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายหรือโหนด (Node) ต้องแข่งกันแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์เพื่อยืนยันความถูกต้องของธุรกรรม และสร้างบล็อกใหม่ขึ้นบนบล็อกเชน หากมีโหนดใดแก้ไขสมการได้ก่อนและสร้างบล็อกขึ้นมา โหนดอื่นๆในเครือข่ายก็จะเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องของบล็อกนั้นอีกที ก่อนที่จะส่งขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนแบบถาวร กระบวนการนี้นิยมเรียกกันว่า “การขุด” ซึ่งคำว่า “Work” ใน Proof-of-Work มาจากการทำงานของโหนดเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการยืนยันธุรกรรมและรางวัลจากการขุด
ระบบ PoW ขึ้นชื่อที่สุดในเรื่องของความปลอดภัย โดยในทางทฤษฏีการที่จะสามารถโจมตีหรือแฮกเครือข่ายสำเร็จจะต้องมีกำลังในการประมวลมากกว่า 51% ของทั้งเครือข่าย แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งเครือข่ายบล็อกเชนใหญ่แค่ไหน โอกาสที่จะถูกโจมตีสำเร็จก็เป็นได้ไปยากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเครือข่าย Blockchain แบบ PoW มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ระบบ PoW ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของ Scalability ไม่สามารถรองรับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้เครือข่ายตอบสนองช้าลง อีกทั้งยังกินพลังงานไฟฟ้าเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมีโหนดแข่งกันขุดเป็นจำนวนมากขึ้น ชุดคำสั่งตั้งต้นของบล็อกเชน โดยเฉพาะ Bitcoin จะสั่งให้สมการมีความยากขึ้น ส่งผลให้โหนดต้องทำงานกันหนักขึ้น
ต่อมา เหล่าผู้พัฒนาจึงเริ่มหาทางแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวของระบบ PoW ไม่ว่าจะเพิ่มความจุข้อมูลของบล็อก หรือลดระยะเวลาในการสร้างบล็อก แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน เหล่านักพัฒนาจึงเปลี่ยนแนวคิดหันมาใช้ระบบใหม่ๆ หนึ่งในระบบที่เป็นที่นิยมก็คือ Proof-of-Stake
พิสูจน์ด้วยทรัพย์สิน Proof-of-Stake
Proof-of-Stake (PoS) ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในบล็อกเชนรุ่นใหม่ๆอย่าง Cardano (ADA), Polkadot (DOT), หรือ Stella (XLM) รวมถึง Ethereum ที่จะเปลี่ยนมาใช้ PoS ในเวอร์ชัน 2.0
นักพัฒนาเชื่อว่า PoS จะสามารถแก้ไขจุดอ่อนของ Proof-of-Work ได้ โดยจุดที่ Proof-of-Stake แตกต่างออกไปคือ เงื่อนไขในการรับสิทธิ์รับรองธุรกรรม โหนดที่สามารถตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมได้จะต้องมีการฝากทรัพย์สินขั้นต่ำไว้กับเครือข่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินดิจิทัลของบล็อกเชนนั้นๆเอง
เมื่อฝากทรัพย์สินถึงเกณฑ์ที่แต่ละบล็อกเชนกำหนดและได้รับสิทธิ์ในการยืนยันธุรกรรมแล้ว เมื่อมีธุรกรรมเกิดขึ้น บล็อกเชนจะเลือกโหนดขึ้นมาให้ทำการยืนยันธุรกรรม โดยเกณฑ์ในการเลือกก็อาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละบล็อกเชน บ้างก็สุ่มเลือก บ้างก็เลือกระยะเวลาที่โหนดคงอยู่ในระบบ หรือบ้างก็เลือกโหนดที่มีการฝากเหรียญสูง ๆ ก่อน
หลังจากได้โหนดที่จะยืนยันธุรกรรมแล้ว โหนดนั้นก็จะทำการยืนยันธุรกรรม หากโหนดนั้นทำหน้าที่ได้ถูกต้องก็จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญดิจิทัลไป แต่ถ้าโหนดไหนไม่ทำตามหน้าที่ ไม่คงอยู่ในระบบ หรือสร้างธุรกรรมที่ผิด ๆ ขึ้นมา บล็อกเชนก็จะมีบทลงโทษโหนดที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม เช่น ยึดเหรียญที่ฝากไว้บางส่วน หรือระงับสิทธิ์ในการยืนยันธุรกรรม เป็นต้น
PoS สามารถเพิ่มความเร็วให้กับการประมวลผลของเครือข่ายบล็อกเชนได้อย่างก้าวกระโดด ยกตัวอย่างเช่นบล็อกเชนแบบ PoW อาจใช้เวลาในการสร้างบล็อกอยู่ที่ 2 นาที ในขณะที่บล็อกเชนแบบ PoS สามารถสร้างบล็อกได้ภาย 6 วินาที เป็นต้น นอกจากนี้ PoS ยังลดการใช้พลังงานและอุปกรณ์ในการขุดลงไปได้เกือบทั้งหมด เนื่องจากไม่ต้องใช้กำลังประมวลของคอมพิวเตอร์มากมายมหาศาลเหมือนกับ PoW
อย่างไรก็ตาม ในวงการมีการถกเถียงกันว่าระบบ PoS อาจขัดแย้งกับหลักความเป็น Decentrailzed network เนื่องจากโหนดที่มีการฝากทรัพย์สินเข้ามามากก็จะมีอำนาจในการยืนยันธุรกรรมมากขึ้นตาม หากมีรายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งทางตลาดของบล็อกเชนนั้นมากกว่า 51% ก็จะมีอำนาจควบคุมเครือข่ายได้ ไม่ต่างอะไรกับ Centralized network แต่ละบล็อกเชนจึงพยายามมีมาตรการป้องกันกรณีดังกล่าว เช่น โหนดที่ยืนยันธุรกรรมไปแล้วจะไม่สามารถยืนยันธุรกรรมติดต่อกันได้เป็นการชั่วคราว หรือ สุ่มเลือกโหนดแบบไม่เกี่ยวกับจำนวนเหรียญที่ฝากเข้ามา เป็นต้น
สรุป
ระบบ Proof-of-Work นิยมใช้กันในบล็อกเชนรุ่นแรกๆอย่าง Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) หรือ Litecoin (LTC) ขณะที่ Proof-of-Stake นิยมใช้กันในบล็อกเชนรุ่นใหม่อย่าง Cardano (ADA), Polkadot (DOT), หรือ Stella (XLM)
Proof-of-Work ใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์เพื่อแก้สมการทางคณิตศาสตร์แลกกับสิทธิ์ยืนยันธุรกรรม PoW โดดเด่นในเรื่องของความปลอดภัยสูง แต่มีข้อจำกัดเรื่อง Scalabity ทำให้เครือข่ายตอบสนองช้าเมื่อมีจำนวนธุรกรรมสูงๆ
Proof-of-Stake ผู้ที่จะตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชนที่ระบบนี้ได้ต้องมีการฝากสินทรัพย์เข้ามาตามเกณฑ์เพื่อแลกกับสิทธิ์ยืนยัน โดยแต่ละบล็อกเชนจะมีนโยบายในการสุ่มเลือกผู้ยืนยันที่แตกต่างกันออกไป PoS โดดเด่นในเรื่องของความรวดเร็ว แต่ยังเป็นถกเถียงกันว่าขัดแย้งกับหลักความเป็น Decentralized ที่เป็นหัวใจหลักของบล็อกเชนหรือไม่
ทั้งนี้ บล็อกเชนยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่สามารถตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าระบบไหนดีที่สุด ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีระบบใหม่เกิดขึ้นและได้รับการยอมรับจากทั้งวงการ ดังนั้นเราจึงควรติดตามข่าวสารของเทคโนโลยีนี้กันอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง Cryptoslate, Investopedia(PoW), Investopedia(PoS), Blockgeeks
บทความล่าสุด

ใครได้ใครเสีย? เมื่อประเด็น Ledger ดันกระแส Multisig พุ่งแรง
ปัญหาความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทานของ Hardware Wallet กำลังผลักดันให้สายบิตคอยน์หันมาใช้ระบบ Multisig แบบหลายแบรนด์เพื่อปกป้องสินทรัพย์ของตัวเอง

ดอลลาร์พุ่งแตะนิวไฮในรอบ 18 เดือน! ส่งผลยังไงกับ Bitcoin?
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน ใกล้ 102.56 กดดันทั้งราคา Bitcoin และตลาดหุ้น ท่ามกลางความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

กลุ่มทุน Crypto PAC ทุ่ม 2.7 ล้านดอลลาร์ ยิงโฆษณาศึกสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ
กลุ่มการเมืองฝั่งคริปโตอัดฉีดงบ 2.7 ล้านดอลลาร์ ลงโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ เพื่อหนุนผู้สมัครที่พร้อมดันกฎหมายคริปโตให้มีความชัดเจน