ข่าว

Network effect คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับ Bitcoin?

ผู้เขียน : Sakdithat Sopon21 เม.ย. 64อ่าน : 0MediumMedium
Sakdithat Sopon
21 เม.ย. 64อ่าน : 0Medium
Network effect คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับ Bitcoin?

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยกำเนิด ธรรมชาติของเราจะแสวงหาปฎิสัมพันธ์กับคนรอบตัวเพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คน ๆ เดียวจะสามารถทำได้ และนี่คือ Network effect ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่า Network effect คืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร ส่งผลกระทบอะไรกับเราบ้าง

ที่มาของ Network effect

คำว่า Network effect ถูกกล่าวครั้งแรกโดยนาย Robert Metcalf ในปี ค.ศ.1980 ผู้ร่วมก่อตั้งระบบ Ethernet ซึ่งเป็นการกล่าวถึงคุณประโยชน์ที่เกิดจากการเชื่อมต่อกันของมนุษย์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นแบบอย่างที่ถูกประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น โทรสาร โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และคริปโทเคอร์เรนซีที่เราใช้ทุกวันนี้

Network effect คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีกลุ่มคนหรือผู้มีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นส่งผลให้มูลค่าของสินค้าหรือบริการสูงขึ้น เมื่อมีจำนวนผู้ใช้สูงขึ้น ส่งผลให้ดึงดูดผู้ใช้รายใหม่ ๆ เข้ามาและมีปฎิสัมพันธ์กันมากขึ้น เกิดเป็น Network effect ที่ทรงพลังและเป็นผลดีต่อทั้งเครือข่าย และยังเป็นการยากที่คู่แข่งหรือสินค้าอื่นจะมาแทนที่อีกด้วย

ตัวอย่างของ Network effect

หนึ่งในตัวอย่างที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ โทรศัพท์

โทรศัพท์เป็นเครื่องมือที่เราใช้ติดต่อสื่อสารกัน แต่ถ้าหากมีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว โทรศัพท์ก็เป็นได้แค่โลหะที่ไร้ประโยชน์ จำเป็นต้องมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย โทรศัพท์ถึงจะเป็นเทคโนโลยีที่ มีประโยชน์ที่สุด

หากเรานำมาคำนวนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ เราจะเข้าใจได้ทันทีว่าเพราะอะไร Network effect ถึงทรงพลัง

เรามีโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวก็จะไม่เกิดการเชื่อมต่อกัน หากมีสองเครื่องก็จะเกิดการเชื่อมกัน 1 สาย ถ้ามีสามเครื่องก็จะเป็น 3 สาย ถ้าหากมี 100 เครื่องล่ะ? เราจะมีการเชื่อมต่อกันถึง 4,950 สาย และถ้าเป็น 100,000 เครื่องก็จะเกิดการเชื่อมต่อมากถึง 4,999,950,000 สาย เลยทีเดียว

เราสามารถคำนวณได้จากสูตร “กฎของเมตคาล์ฟ” (Metcalfe’s law) ที่ใช้คำนวณเกี่ยวกับการเชื่อมเครือข่ายของการสื่อสาร หากเราแทน c ด้วยจำนวนครั้งการเชื่อมต่อ และ n แทนจำนวนเครื่องในเครือข่าย

จะเกิดสูตรการคำนวณดังนี้

c = 0.5 x n x (n-1)

ในกรณีที่ n เพิ่มมากขึ้น สูตรจะถูกเปลี่ยนเป็น c = 0.5 x n2

โดยทั่วไป เราจะพบเห็น Network effect บนโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ต ซึ่งในช่วงแรกมีผู้ใช้แค่คนกลุ่มเล็กๆ แต่เมื่อมีคนเข้าถึงมากขึ้น ผู้คนต่างเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปันข้อมูลหรือให้บริการ ทำให้เครือข่ายเติบโตขึ้น และสร้างกำแพงอันแข็งแกร่งที่ป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปได้โดยง่าย

อีกตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ Facebook แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ทุกคนรู้จักกันดี การมาของ Facebook ได้ส่งผลกระทบ (Disrupt) ต่อเจ้าตลาดที่มาก่อนอย่าง MySpace ที่ครองตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่ ณ ขณะนั้น

MySpace ก่อตั้งเมื่อกลางปี ค.ศ. 2003 มีจำนวนผู้ใช้กว่า 100 ล้านคน และมีมูลค่ามากถึง 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท แต่ต่อมา มูลค่าก็ลดลงอย่างรวดเร็วหลังการมาของ Facebook

Facebook ถูกก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นปี ค.ศ.2004 และใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นก็สามารถมีผู้ใช้แตะหลักพันล้านและมีมูลค่าบริษัทมากถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25 ล้านล้านบาท

ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องการเก็บรักษาข้อมูลผู้ใช้เป็นบางครั้ง แต่Facebook ก็ยังครองตลาดในฐานะโซเชียลมีเดียอันดับ 1 มากว่า 17 ปี

แล้วทำไมคนยังใช้ Facebook โดยไม่ย้ายไปที่อื่น?

เหตุผลสำคัญคือการปรับตัวเข้ากับการใช้งานบนมือถือ การมาถึงของ iPhone เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ Facebook ที่สามารถปรับตัวได้ไวกว่า เติบโตอย่างก้าวกระโดดและสามารถครองตลาด เอาชนะ MySpace ไปได้ในที่สุด

ทำไมถึงไม่มีใครสามารถแทนที่ Facebook ได้ล่ะ?

การคงอยู่ของเครือข่ายได้สร้างข้อได้เปรียบเป็นอย่างมาก เพราะหากไม่มีข้อดีที่เหนือกว่าเจ้าเก่ามากนัก ก็เป็นการยากที่จะทำให้ผู้ใช้เดิมย้ายไปใช้เครือข่ายอื่น

Network effect กับ บิตคอยน์ เกี่ยวกันอย่างไร?

เรามาพูดถึง Network effect กับ บิตคอยน์กันบ้าง เช่นดียวกันกับ Facebook บิตคอยน์ถือกำเนิดขึ้นและเติบโตอย่างก้าวกระโดด บิตคอยน์เปรียบเสมือนประตูด่านแรกเมื่อกล่าวถึงคริปโทเคอร์เรนซี ไม่เพียงแต่ดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอย่างเดียว แต่ยังดึงดูดนักขุดให้เข้ามามีส่วนร่วมกับเครือข่ายอีกด้วย ยิ่งมีเครือข่ายมีกำลังประมวลผลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งปลอดภัยและยากต่อการถูกโจมตีมากขึ้นเท่านั้น

ถึงแม้จะมีเหรียญอื่นที่พัฒนาให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย รวมถึง Smart contract, Dapp และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 จากบิตคอยน์ไปได้ ซึ่งบิตคอยน์มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 54.22% (ข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2021 เว็บไซต์ Tradingview)

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ BCH (Bitcoin cash) ที่เป็นเครือข่ายที่แยกออกมาจาก Bitcoin (BTC) จากนั้นก็ BCH ก็แยกออกเป็น BSV (Bitcoin Satoshi Vision) แม้ทั้งสองเหรียญนี้คือเหรียญที่ Hard Fork หรือแยกออกมามาจาก BTC โดยพยายามแก้ไข้อบกพร่องของ BTC แต่ก็ยังไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาได้แม้แต่ 5% ของบิตคอยน์

สมมุติว่าคุณสามารถวาดภาพได้เหมือนกับงานศิลปะระดับโลก สีที่ใช้ก็เหมือนกัน ขนาดของเส้นหรือแม้กระทั่งกรอบรูปอันเดียวกับของจริง ผู้คนก็ยังคงให้ค่ากับ “ของจริง” มากกว่าสิ่งที่เลียนแบบ

เช่นเดียวกับบล็อกเชนของบิตคอยน์ที่เป็น Open-source ใครๆก็สามารถนำโค้ดมาพัฒนาเป็นเหรียญใหม่ของตัวเองได้ แต่สุดท้ายแล้ว หากไม่ได้รับการยอมรับมากพอ ผู้คนก็ยังคงเลือกบิตคอยน์เป็นหลักอยู่ดี

สรุป

Network effect เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต และอื่น ๆ อีกมากมาย ปรากฏการณ์นี้คือการเชื่อมต่อกันระหว่างผู้คนในเครือข่าย ยิ่งเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่มากแค่ไหน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการทำงานภายในเครือข่ายก็จะมากขึ้นเท่านั้น และยังสามารถดึงดูดผู้ใช้รายใหม่ ๆ เข้ามาในเครือข่ายได้มากขึ้นอีกด้วย

สำหรับการเติบโตของเครือข่ายบิตคอยน์ ส่วนหนึ่งก็มีผลมาจาก Network effect ทำให้บิตคอยน์ถูกแทนที่ได้ยาก แม้จะมีเหรียญใหม่เกิดขึ้นมาก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถรักษาผู้ใช้เก่าเอาไว้และดึงดูดผู้ใช้ใหม่เข้ามา

อ้างอิง : Harvard business school Investopedia Bitcoin market capital Network effect กับบิตคอยน์

บทความล่าสุด
news
icon BTCicon ETH

ผู้ร่วมก่อตั้ง Empire Market ถูกตัดสินจำคุก 40 ปี

ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก Raheim Hamilton ผู้ร่วมก่อตั้ง Empire Market เป็นเวลา 40 ปี ข้อหาเปิดเว็บมืดค้ายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 430 ล้านดอลลาร์

09 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon BTCicon ETH|
09 ต.ค. 69 | AI Generated
news

อังกฤษเดินหน้าคว่ำบาตร 3 เว็บเทรดคริปโต เอี่ยวช่วยรัสเซียเลี่ยงมาตรการลงโทษ

สหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรเว็บเทรดคริปโต 3 แห่ง พร้อมผู้ให้บริการชำระเงินอีกหลายราย หลังสงสัยว่าช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

09 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
09 ต.ค. 69 | AI Generated
news
icon BTCicon USDCicon USDT

ฝรั่งเศสจ่อเก็บภาษีคริปโตใหม่ ในงบประมาณปี 2027

คณะกรรมาธิการการเงินของฝรั่งเศสหนุนข้อเสนอใหม่ เตรียมเก็บภาษีการสวอป Stablecoin และจัดหนักภาษีคนรวยที่ย้ายประเทศ โดยคิดจากกำไรคริปโตที่ยังไม่ได้ขาย

09 ต.ค. 69
AI Generated
0
icon source
icon BTCicon USDCicon USDT|
09 ต.ค. 69 | AI Generated