หุ้นคุณค่า ปะทะ หุ้น AI: John Rogers มองเห็นโอกาสในตลาดที่คนมองข้าม

ตลาดแตกสองฝั่ง: กระแส AI ฟีเวอร์ ปะทะ ของดีราคาถูก
ลองจินตนาการว่าคุณเดินเข้าไปในตลาดที่คึกคัก ผู้คนต่างแย่งกันรุมล้อมร้านขายเทคโนโลยีสุดล้ำ แต่ข้างๆ กัน ร้านขายของใช้ในชีวิตประจำวันกลับเงียบเหงา ทั้งที่ลดราคาลงมาถูกกว่าที่เคย
นั่นคือภาพเปรียบเทียบตลาดหุ้นยุคนี้จาก John Rogers นักลงทุนรุ่นเก๋า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมและผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนแห่ง Ariel Investments ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ที่มองหาบริษัทคุณภาพดีซึ่งถูกตลาดมองข้ามไปชั่วคราว
ในขณะที่กระแส AI พาดัชนีหุ้นพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ Rogers ให้ข้อสังเกตว่า หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคหลายตัวกลับถูกขายในราคาถูกเงียบๆ แถมบริษัทชื่อดังหลายแห่งยังมีราคาหุ้นต่อกำไรคาดการณ์ปีหน้า (P/E) ต่ำกว่า 10 เท่าเสียอีก
นิวไฮระยิบระยับ กับเงาสะท้อนฟองสบู่ดอทคอมปี 2000
ตลาดหุ้นทะยานแรงด้วยพลังของหุ้นชิปและเทคโนโลยี AI เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าหุ้นกลุ่ม AI อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2022 ดันคาดการณ์กำไรบริษัทให้ดูสดใส แรงส่งนี้ดันทั้ง Dow Jones และ S&P 500 ทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด ดัชนี S&P 500 ปิดเหนือระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรกในวันอังคาร ด้วยแรงดันจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม Rogers เห็นภาพความคล้ายคลึงอย่างมากระหว่างตลาดตอนนี้ กับช่วงก่อนเกิดวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000
ในช่วงปลายยุค 90 เงินทุนแห่กันเข้าบริษัทสตาร์ทอัพอินเทอร์เน็ต ขณะที่ธุรกิจดั้งเดิมปรับตัวขึ้นตามไม่ทัน ทว่าพอฟองสบู่แตก หุ้นคุณค่าขนาดเล็กที่ไม่หวือหวากลับทำผลงานได้ดีกว่าตลาดรวมติดต่อกันหลายปี Rogers จึงตั้งคำถามว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ เมื่อความร้อนแรงของ AI เริ่มเย็นลง
ส่วนลดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ในการให้สัมภาษณ์รายการ "Squawk Box" ของ CNBC เมื่อวันพุธ Rogers อธิบายว่า ช่องว่างด้านมูลค่าระหว่างหุ้นเทคโนโลยีพุ่งแรง กับหุ้นธุรกิจดั้งเดิม ถ่างกว้างออกจนน่าตกใจ
เขาชี้ว่าไม่ได้เห็นหุ้นคุณภาพดีลดราคาหนักขนาดนี้มา 20 ถึง 30 ปีแล้ว และเมื่อถูกถามว่าทำไมบริษัทที่พื้นฐานแน่นเหล่านี้ถึงถูกเทขายจนราคาต่ำขนาดนี้ Rogers ตอบสั้นๆ ง่ายๆ
"ที่มันลดราคาถูกๆ เพราะมันไม่ใช่หุ้นที่ถือแล้วดูเท่ดูหวือหวาในตอนนี้" — John Rogers ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม Ariel Investments
ในมุมมองของเขา ความหลงใหลในเรื่องเล่าการเติบโตอันน่าตื่นเต้นของนักลงทุนระยะสั้น ทำให้นักลงทุนมองข้ามธุรกิจพื้นฐานในชีวิตประจำวัน จนราคาหุ้นลดลงมาต่ำมากเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรในอดีต
4 หุ้นเด็ด แข็งแกร่งเกินกว่าที่ AI จะดิสรัปต์ได้
หัวใจสำคัญในกลยุทธ์ของ Rogers คือการหาธุรกิจที่ AI เข้ามาแทนที่ได้ยาก เขาชี้ว่าประสบการณ์ของมนุษย์ การพักผ่อนหย่อนใจในโลกจริง และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ไม่มีทางถูกแทนด้วยโลกดิจิทัล โดยเขาเลือก 4 บริษัทที่ตรงกับแนวคิดนี้:
1. The J.M. Smucker Company (SJM)
J.M. Smucker คือบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค เจ้าของแบรนด์ดังอย่างเนยถั่ว Jif และกาแฟ Folgers ซึ่ง Rogers มองว่า ไม่ว่าซอฟต์แวร์ AI จะฉลาดแค่ไหน คนเราก็ยังต้องซื้อกาแฟและอาหารกินอยู่ดี
ที่น่าสนใจคือ ราคาหุ้นของ Smucker แอบขยับขึ้นได้ดีไม่แพ้หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา หุ้น J.M. Smucker พุ่งขึ้นเกือบ 26% (หรือราวๆ 25%) ขณะที่ผู้นำชิป AI อย่าง Nvidia โตราว 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์ชี้ว่า Smucker ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก 21% ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจำไว้ว่าราคาหุ้นผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนวัตถุดิบ และอารมณ์ของตลาด
2. OneSpaWorld
OneSpaWorld ให้บริการสปาเพื่อสุขภาพ สปาเพื่อความงาม และบริการดูแลสุขภาพบนเรือสำราญ โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้วประมาณ 11% ในปีนี้
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจากนักวิเคราะห์ให้โอกาสปรับขึ้นถึง 36% Rogers ย้ำว่าการผ่อนคลายและการดูแลสุขภาพกายระหว่างท่องเที่ยว เป็นสัมผัสจริงที่เครื่องมือดิจิทัลไม่มีทางแทนที่ได้
3. Madison Square Garden Entertainment
Madison Square Garden Entertainment บริหารจัดการสถานที่จัดแสดงสดชื่อดัง รวมถึง Radio City Music Hall ในนิวยอร์ก โดยหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นแล้วราว 49% ในปีนี้
Rogers ชี้ว่า ความต้องการการแสดงสด คอนเสิร์ต และบรรยากาศในสถานที่จริงยังคงแข็งแกร่ง เพราะมนุษย์เรายังต้องการการพบปะและทำกิจกรรมร่วมกันในโลกจริง
4. Sphere Entertainment
Sphere Entertainment ผู้ให้บริการสถานที่จัดแสดงล้ำยุคสุดสมจริงในลาสเวกัส ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมากกว่า 8% ในปีนี้
เช่นเดียวกับผู้บริหารสถานที่จัดแสดงอื่นๆ Sphere มอบประสบการณ์สัมผัสสมจริงในโลกจริงที่ซอฟต์แวร์ AI ไม่สามารถเลียนแบบทางออนไลน์ได้
ความกระจุกตัวของตลาด และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง
แม้หุ้นเทคโนโลยีจะเป็นตัวดันตลาดขึ้นมา แต่ Rogers เตือนว่า การที่ดัชนีมีน้ำหนักกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มนี้ สร้างความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่สำหรับนักลงทุนสาย Passive
ปัจจุบัน หุ้นบริษัทเทคโนโลยีมีน้ำหนักเกือบ 1 ใน 3 ของดัชนี S&P 500 ทั้งหมด และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรก ครองน้ำหนักไปเกือบ 40% ของดัชนี
การกระจุกตัวสูงเช่นนี้ หมายความว่ากองทุนดัชนีทั่วไปต้องพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ตัว หากกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอ่อนตัวลง หรืออารมณ์ตลาดเปลี่ยน กองทุนดัชนีเหล่านี้อาจเผชิญกับความผันผวนที่สูงขึ้น
การคาดเดาจังหวะเปลี่ยนทิศของตลาด
แม้ช่องว่างมูลค่าจะกว้างมาก แต่ Rogers ยอมรับตรงๆ ว่า ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจุดเปลี่ยนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะจุดกลับตัวของรอบวัฏจักรตลาดเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากมาก
หุ้นคุณค่าอาจราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็นติดต่อกันเป็นเวลานาน และกระแสหุ้นเทคโนโลยีอาจอยู่ได้นานกว่าที่คิด นักลงทุนที่สนใจหุ้นคุณค่าแบบดั้งเดิม ต้องประเมินเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนเองอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ ขอเตือนตามมาตรฐานว่า ผลงานในอดีตของสินทรัพย์ทางการเงินหรือกลุ่มธุรกิจไม่ได้เป็นสิ่งการันตีผลตอบแทนในอนาคต การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยง รวมถึงโอกาสที่ราคาจะลดลง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายเฉพาะตัวของแต่ละบริษัท
บทความล่าสุด

บิตคอยน์เริ่มนิ่งใกล้ $82,500 หลังสถานการณ์การเมืองโลกเริ่มคลี่คลาย
บิตคอยน์ดีดตัวกลับขึ้นมาแตะ $82,500 หลังมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในสหรัฐฯ แม้ว่าตลาดอนุพันธ์คริปโตจะเจอการล้างพอร์ต (Liquidation) สูงเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม

ESMA เร่งตรวจความเสี่ยง 'หลักประกันโทเคน' ยามตลาดเกิดวิกฤต
หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของยุโรปเปิดรับฟังข้อมูล เพื่อพิสูจน์ว่าหลักประกันแปลงเป็นโทเคนสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างปลอดภัยยามเกิดวิกฤต ก่อนพิจารณาออกกฎหมายใหม่

ก.ล.ต. ไทยเคาะเกณฑ์ Spot Bitcoin และ Ether ETF มีผล 16 ต.ค. นี้
ก.ล.ต. ไทย ประกาศเกณฑ์กำกับดูแล Spot Bitcoin และ Ether ETF มีผลบังคับใช้ 16 ตุลาคมนี้ ครอบคลุมการดูแลทรัพย์สิน สัดส่วนการลงทุน และแนวทางซื้อขาย