Chart Pattern คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นสำหรับนักเทรด

การวิเคราะห์กราฟด้วย Chart Pattern ถือเป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่การจะใช้เทคนิคนี้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจและความคุ้นเคยกับรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเทรดได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและใช้งาน Chart Pattern ได้ดียิ่งขึ้น เราจะมาแนะนำ 10 รูปแบบกราฟที่นักเทรดทุกคนควรรู้จัก
Chart Pattern คืออะไร?
Chart Pattern คือ รูปแบบที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟ ซึ่งช่วยบ่งชี้ถึงทิศทางที่ราคาน่าจะเคลื่อนไหวต่อไป โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นในอดีต Chart Pattern เป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตอย่างละเอียดจากนักเทรด ทั้งในการระบุรูปแบบที่ปรากฏและการตีความความหมายของรูปแบบเหล่านั้น
ประเภทของ Chart Pattern
— Reversal Pattern (แพทเทิร์นกลับตัว) : เป็นรูปแบบที่บ่งบอกว่าราคากำลังจะเปลี่ยนทิศทางจากแนวโน้มปัจจุบันไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น จากขาขึ้นเป็นขาลง หรือจากขาลงเป็นขาขึ้น
— Continuation Pattern (แพทเทิร์นต่อเนื่อง) : เป็นรูปแบบที่บ่งชี้ว่าราคาน่าจะเคลื่อนไหวต่อไปในทิศทางเดิมหลังจากการพัก
Chart Pattern ทั้ง 10 รูปแบบ
Reversal Pattern (แพทเทิร์นกลับตัว)
1. Head and Shoulders Pattern
Head and Shoulders Pattern (H&S) เป็นรูปแบบกราฟที่นิยมใช้ในตลาดการเงินเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการกลับตัว เช่น จากขาขึ้นไปสู่ขาลง โดยลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้คือการมีจุดสูงสุด สามจุด ซึ่งจุดตรงกลางหรือ หัว จะเป็นจุดสูงที่สุด ในขณะที่จุดแรกและจุดที่สามที่เรียกว่าไหล่ จะมีความสูงใกล้เคียงกัน
ลักษณะสำคัญของ Head and Shoulders Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Head And Shoulders
รูปแบบ Head and Shoulders จะเกิดขึ้นเมื่อราคาหลุดลงต่ำกว่า Neckline หลังจากการฟอร์มตัวของไหล่ขวา จะเป็นสัญญาณของการกลับตัวเข้าสู่แนวโน้มขาลงหากเทรนด์เป็นขาขึ้น ในทางปฏิบัติ รูปแบบนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบเสมอ เช่น ความสูงของไหล่อาจไม่เท่ากันหรือ Neckline อาจมีการลาดเอียง แต่โดยรวมหลักการยังคงเหมือนเดิม รูปแบบ Head and Shoulders จะสามารถช่วยให้นักลงทุนมองเห็นจุดเปลี่ยนของตลาดและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โมเมนตัมการซื้อเริ่มลดลงและแนวโน้มขาลงเริ่มชัดเจนขึ้น
— — — — — — — — —
Inverse Hand and Shoulds Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Inverse Head And Shoulders
Note: Head and Shoulder Pattern
— ยิ่งการเคลื่อนที่ของราคาก่อนเกิดรูปแบบ Head and Shoulders ยาวนานเท่าไร การเคลื่อนที่ของราคาเมื่อเส้น Neckline ถูกทำลายจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
— ยิ่งการเคลื่อนที่ของราคาก่อนเกิดรูปแบบ Head and Shoulders เกิดขึ้นรวดเร็วเท่าไรการเคลื่อนที่ของราคาเมื่อเส้น Neckline ถูกทำลายจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น
— รูปแบบ Head and Shoulders ที่มีเส้น Neckline เอียงขึ้นจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
— หากไหล่ซ้ายสูงกว่าไหล่ขวา รูปแบบ Head and Shoulders จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
— หลังจากออกจากรูปแบบ Head and Shoulders การที่ราคา Pullback มาที่แนวต้านบริเวณเส้น Neckline เดิมจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของรูปแบบ
— — — — — — — — —
2. Double Top Pattern
Double Top เป็นรูปแบบกราฟขาขึ้นที่มีลักษณะคล้ายตัว “M” เกิดจากการที่ราคาสร้างจุดสูงสุดสองครั้งในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดแนวต้านที่แข็งแรง และ ราคาไม่สามารถทะลุแนวต้านแล้วสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ทำให้แนวโน้มของตลาดเปลี่ยนจากขาขึ้นไปสู่ขาลง
ลักษณะสำคัญของ Double Top Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Double Top
รูปแบบนี้เริ่มต้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดแรก จากนั้นราคาปรับตัวลงมา ก่อนจะดีดกลับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดครั้งที่สอง ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับจุดสูงสุดแรกหรือใกล้เคียงกัน ความสูงของจุดสูงสุดทั้งสองมักจะเท่ากัน แต่ในบางกรณีอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย จุดสำคัญในการยืนยัน Double Top คือการที่ราคาลดลงต่ำกว่าเส้น Neckline อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการยืนยันการกลับตัวของแนวโน้ม
Note: Double Top Pattern
— เมื่อราคาเป็นไปตามรูปแบบ Double Top การเคลื่อนที่ของราคามักจะไม่รุนแรงมาก ถ้าราคามีการกลับตัวไปที่เส้น Neckline หลังจากที่ราคาหลุดกรอบ(Breakout) ลงมาแล้ว
— ยิ่งจุดยอดสองจุดในรูปแบบ Double Top อยู่ในระดับเดียวกันมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดรูปแบบ Double Top จะยิ่งสูงขึ้น เพราะแสดงถึงความสมดุลและความชัดเจนในพฤติกรรมราคา
— หากราคามีการเคลื่อนที่ขึ้นอย่างรุนแรงแล้วเกิดรูปแบบ Double Top การเคลื่อนไหวของขาลงเมื่อราคาเมื่อหลุดเส้น Neckline มักจะมีแรงซื้ออย่างรุน เนื่องจากแรงซื้อที่สะสมมาก่อนหน้านั้นถูกเปลี่ยนเป็นแรงขายในช่วงขาลง
— — — — — — — — —
3. Double Bottom Pattern
Double Bottom เป็นรูปแบบกราฟขาลง ที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษร “W” ซึ่งเกิดจากการที่ราคาสร้างจุดต่ำสุดสองครั้งในระดับใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดแนวรับที่แข็งแรง และ ราคาไม่สามารถทะลุแนวรับแล้วสร้างจุดต่ำสุดใหม่ได้ ทำให้แนวโน้มของตลาดเปลี่ยนจากขาลงไปสู่ขาขึ้น
ลักษณะสำคัญของ Double Bottom Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Double Bottom
รูปแบบนี้จะเริ่มต้นเมื่อราคาปรับตัวลงไปสร้างจุดต่ำสุดแรก จากนั้นราคาปรับตัวขึ้นมา ก่อนจะทิ้งตัวลงไปสร้างจุดต่ำสุดที่สอง ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจุดสูงสุดแรก ความสูงของทั้งสองจุดมักจะเท่ากัน แต่ในบางกรณีอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อย จุดสำคัญในการยืนยันรูปแบบ Double Bottom คือการที่ราคาปรับตัวขึ้นสูงกว่าเส้น Neckline อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการยืนยันการกลับตัวของแนวโน้ม
Note: Double Bottom Pattern
— เมื่อราคาเป็นไปตามรูปแบบ Double Bottom การเคลื่อนที่ของราคาขาขึ้นมักจะไม่รุนแรงมาก หากราคามีการกลับตัวไปที่เส้น Neckline หลังจากที่ราคาหลุดกรอบ (Breakout) ลงมาแล้ว
— ยิ่งจุดต่ำสุดสองจุดในรูปแบบ Double Bottom อยู่ในระดับเดียวกันมากเท่าไร โอกาสที่จะเกิดรูปแบบ Double Top จะยิ่งสูงขึ้น เพราะสะท้อนถึงความสมดุลและความมั่นคงในพฤติกรรมราคา
— หากราคามีการเคลื่อนที่ลงอย่างรุนแรงแล้วเกิดรูปแบบ Double Bottom การเคลื่อนไหวของขาขึ้นเมื่อราคาเมื่อหลุดเส้น Neckline มักจะมีแรงซื้ออย่างรุน เนื่องจากแรงขายที่สะสมมาก่อนหน้านั้นถูกเปลี่ยนเป็นแรงซื้อในช่วงขาขึ้น
— — — — — — — — —
4. Triple Top Pattern
Triple Top เป็นรูปแบบกราฟการกลับตัวของราคาจากขาขึ้นไปเป็นขาลง รูปแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อราคาขึ้นไปทดสอบระดับแนวต้านสามครั้งติดต่อกัน โดยที่ราคาจะไม่สามารถทะลุแนวต้านได้ หลังจากนั้นราคากลับตัวเข้าสู่แนวโน้มขาลง
ลักษณะสำคัญของ Triple Top Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Triple Top
รูปแบบนี้จะเริ่มต้นเมื่อราคาขึ้นไปจุดสูงสุดสามครั้งติดต่อกัน โดยที่ในแต่ละครั้งราคาไม่สามารถทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้าได้ ทำให้เกิดจุดสูงสุดสามจุดที่มีระดับใกล้เคียงกัน บ่งชี้ถึงแรงซื้อที่อ่อนแรงลงและแสดงถึงการสะสมของแรงขายที่อาจทำให้ราคากลับตัวเป็นแน้วโน้มขาลง จุดต่ำของราคาระหว่างการทดสอบแต่ละครั้งจะสร้าง Neckline ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ หากราคาหลุดผ่าน Neckline ลงไปได้ จะเป็นสัญญาณของการกลับตัวและเกิดแนวโน้มขาลง โดยที่ราคามักจะทดสอบ Neckline อีกครั้งก่อนที่จะเคลื่อนที่ลงต่อไป
Note: Triple Top Pattern
— ในกรณีที่ราคามีการดึงกลับไปทดสอบ Neckline หลังจากกราฟทำรูปแบบ Triple Top การเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางขาลงจะอ่อนแรงลง
— หากแนวต้านถูกทดสอบหลายครั้ง การปรับตัวลงของราคาหลังจากที่ทะลุ Neckline ลงมาจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากแรงขายสะสมเป็นเวลานาน
— หากจุดสูงสุดทั้งสามเกิดขึ้นเร็วเท่าไร โอกาสของรูปแบบ Triple Top จะยิ่งสูงขึ้น
— — — — — — — — —
5. Triple Bottom Pattern
Triple Bottom เเป็นรูปแบบกราฟการกลับตัวของราคาจากขาลงไปเป็นขาขึ้น รูปแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อราคาลงไปทดสอบระดับแนวรับสามครั้งติดต่อกัน โดยที่ราคาจะไม่สามารถทะลุแนวรับได้ หลังจากนั้นราคากลับตัวเข้าสู่แนวโน้มขึ้น
ลักษณะสำคัญของ Triple Bottom Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Triple Bottom
รูปแบบนี้จะเริ่มต้นเมื่อราคาลงไปจุดต่ำสุดสามครั้งติดต่อกัน โดยที่ในแต่ละครั้งราคาไม่สามารถทะลุจุดต่ำสุดก่อนหน้าได้ ทำให้เกิดจุดต่ำสุดสามจุดที่มีระดับใกล้เคียงกัน บงชี้ถึงแรงขายที่อ่อนแรงลงและแสดงถึงการสะสมของแรงซื้อที่อาจทำให้ราคากลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้น จุดสูงของราคาระหว่างการทดสอบแต่ละครั้งจะสร้าง Neckline ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญ หากราคาทะลุ Neckline ขึ้นไปได้ จะเป็นสัญญาณของการกลับตัวแล้วเกิดแนวโน้มขาขึ้น โดยราคามักจะทดสอบ Neckline อีกครั้งก่อนจะเคลื่อนที่ขึ้นต่อไป
Note: Triple Bottom Pattern
— ในกรณีที่ราคามีการดึงกลับไปทดสอบ Neckline หลังจากกราฟทำรูปแบบ Triple Bottom การเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางขาลงจะอ่อนแรงลง
— หากแนวรับถูกทดสอบหลายครั้ง การปรับตัวขึ้นของราคาหลังจากที่ทะลุ Neckline ขึ้นไปจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากแรงซื้อสะสมเป็นเวลานาน
— หากจุดต่ำสุดทั้งสามเกิดขึ้นเร็วเท่าไร โอกาสของรูปแบบ Triple Bottom จะยิ่งสูงขึ้น
— — — — — — — — —
Continuation Pattern (แพทเทิร์นต่อเนื่อง)
6. Cup and Handle Pattern
Cup and Handle เป็นรูปแบบของกราฟที่บ่งบอกถึงราคาจะดำเนินต่อไปตามแนวโน้มเดิมลักษณะของกราฟนี้ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญคือ ส่วนถ้วย (Cup) ซึ่งมีลักษณะโค้งคล้ายกับรูปแบบ Rounding Bottom แต่จะมี ส่วนหูถ้วย (Handle) ซึ่งเกิดจากการพักตัวของราคาชั่วคราว ก่อนที่จะทะลุแนวต้านและปรับตัวเป็นขาขึ้นต่อในทิศทางเดิม
ลักษณะสำคัญของ Cup and Handle Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Cup and Handle
รูปแบบนี้เริ่มต้นด้วยการฟอร์มตัวของส่วนถ้วย โดยส่วนลึกของถ้วยไม่ควรลึกเกิน 50% ของแนวโน้มขาขึ้นก่อนหน้า ส่วนหูถ้วยเป็นการปรับฐานชั่วคราวที่ไม่ควรลึกเกิน 50% ของความลึกของตัวถ้วย แนวต้านด้านบนของถ้วยและหูถ้วยจะอยู่ในระดับเส้นเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า Neckline เมื่อราคาทะลุ Neckline ได้ จะเป็นจุดยืนยันการเกิดรูปแบบ Cup and Handle อย่างสมบูรณ์
— — — — — — — — —
Inverted Cup and Handle Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Inverted Cup and Handle
Note: Cub and Handle Pattern
— หากด้านซ้ายของถ้วยอยู่ต่ำกว่าด้านขวาเส้น Neckline ประสิทธิภาพของรูปแบบ Cub and Handle จะยิ่งสูงขึ้น
— ควรรอให้ราคามีการพักตัวและราคา Pullback มาที่เส้น Neckline ก่อนที่จะพิจารณาเปิดสถานะซื้อ (Long Position) หลังจากรูปแบบ Cup and Handle ก่อตัวเสร็จ
— อย่างไรก็ตาม การที่ราคา Pullback มาที่เส้น Neckline ในรูปแบบ Cup with Handle อาจไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพของรูปแบบกราฟ
— — — — — — — — —
7. Wedge Pattern
Wedge Patterns เป็นรูปแบบกราฟที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของราคาที่ค่อย ๆ แคบลงทำให้เห็นการบีบตัวของราคาก่อนที่ราคาจะทะลุแนวรับหรือแนวต้าน โดย Wedge Patterns แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ Rising Wedge และ Falling Wedge
ลักษณะสำคัญของ Wedge Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Rising Wedge
Rising Wedge เป็นรูปแบบที่มักพบในช่วงตลาดขาลง ลักษณะสัญญาณสำคัญคือการเคลื่อนไหวของราคาที่ค่อย ๆ แคบลงในกรอบแนวรับที่ลาดขึ้น และเมื่อราคาทะลุแนวรับ จะเป็นการยืนยันถึงแนวโน้มขาลง ในทางตรงกันข้าม Falling Wedge มักปรากฏในช่วงตลาดขาขึ้น โดยราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบราคาแคบลงและแนวต้านลาดลงเช่นกัน แต่เมื่อราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป จะเป็นสัญญาณยืนยันถึงแนวโน้มขาขึ้น การสังเกตและวิเคราะห์รูปแบบเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาที่มีนัยสำคัญได้
— — — — — — — — —
Falling Wedge Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Falling Wedge
Note: Rising Wedge Pattern
— ยิ่งเส้นแนวโน้มของ Rising Wedge และ Falling Wedge มีความชันมาก การเคลื่อนที่ขาลงของราคาเมื่อเกิดการหลุดกรอบ จะยิ่งรุนแรงขึ้น
— การหลุดกรอบหลอก (False Breakout) สามารถบ่งบอกทิศทางที่ราคาจะหลุดออกจากรูปแบบได้ หากเกิดการหลุดกรอบหลอกแบบขาลง จะมีโอกาสน้อยที่ราคาจะดีดตัวสวนทางกับเทรนด์
— การย่อตัวของราคาหลังจากหลุดกรอบ Rising Wedge และ Falling Wedge มักเกิดขึ้นเร็วกว่าการก่อตัวของรูปแบบถึง 2 เท่า
— Rising Wedge และ Falling Wedge ที่กว้าง มักให้ประสิทธิภาพดีกว่า Wedge Pattern ที่แคบ
— — — — — — — — —
8. Ascending Triangle Pattern
Ascending Triangle เป็นรูปแบบกราฟที่บ่งบอกถึงการเคลื่อนตัวของแนวโน้มขาขึ้น โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วงการพักตัวของตลาดหลังจากเกิดแนวโน้มขาขึ้น รูปแบบนี้เกิดจากการที่ราคาจะสร้างจุดสูงสุดในระดับเดียวกัน และจุดต่ำสุดจะยกสูงขึ้นในแต่ละครั้ง จนราคาสามารถทะลุผ่านแนวต้าน จะเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นใหม่อีกครั้ง
ลักษณะสำคัญของ Ascending Triangle Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Ascending Triangle
รูปแบบ Ascending Triangle จะเกิดขึ้นเมื่อกราฟราคามีการเคลื่อนที่ในกรอบที่ค่อยๆ แคบลง โดยเส้นแนวต้านจะมีลักษณะเป็นแนวนอนตามปกติ แต่เส้นแนวรับจะมีลักษณะลาดเอียงขึ้น ทั้งสองเส้นจะต้องถูกทดสอบจากราคาหลายครั้งเพื่อยืนยันรูปแบบนี้ โดยปกติราคาจะสัมผัสเส้นแนวรับหรือแนวต้านอย่างน้อย 2–3 ครั้ง หากราคาสามารถทะลุขึ้นผ่านแนวต้านได้สำเร็จ ราคามักเคลื่อนตัวขึ้นไปตามแนวโน้มเดิมของตลาด
Note: Ascending Triangle Pattern
— ราคามักหลุดกรอบ(Breakout) ในช่วง 2/3 ความยาวของรูปแบบสามเหลี่ยม ซึ่งจุดนี้มักจะให้ผลลัพธ์ของรูปแบบดีที่สุด
— รูปแบบของ Ascending Triangle มักจะเกิดขึ้นก่อนที่ราคาจะถึงปลายสามเหลี่ยม (จุดตัดของเส้นแนวรับและแนวต้าน)
— การหลุดกรอบหลอก (False Breakout) จะไม่สามารถบอกทิศทางที่แท้จริงของราคาได้
— ควรหลีกเลี่ยงการเปิดสถานะหากการหลุดกรอบเกิดขึ้นก่อนถึง 2/3 ของความยาวรูปแบบสามเหลี่ยม
— — — — — — — — —
9. Descending Triangle Pattern
Descending Triangle เป็นรูปแบบเดียวกับรูปแบบ Ascending Triangle รูปแบบนี้แสดงถึงการเคลื่อนตัวของแนวโน้มขาลง โดยมักจะเกิดขึ้นในช่วงการพักตัวของตลาดหลังจากเกิดแนวโน้มขาลง รูปแบบนี้เกิดจากการที่ราคาจะสร้างจุดต่ำสุดในระดับเดียวกัน และจุดสูงสุดจะยกต่ำลงในแต่ละครั้ง จนราคาสามารถทะลุผ่านแนวรับ จะเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของแนวโน้มขาลงใหม่อีกครั้ง
ลักษณะสำคัญของ Descending Triangle Pattern
ที่มา : Tradingview — Chart Pattern Descending Triangle
รูปแบบ Descending Triangle จะเกิดขึ้นเมื่อกราฟราคามีการเคลื่อนที่ในกรอบที่ค่อยๆ แคบลง โดยเส้นแนวรับจะมีลักษณะเป็นแนวนอนตามปกติ แต่เส้นแนวต้านจะมีลักษณะลาดเอียงลง ทั้งสองเส้นจะต้องถูกทดสอบจากราคาหลายครั้งเพื่อยืนยันรูปแบบนี้ โดยปกติราคาจะสัมผัสเส้นแนวรับหรือแนวต้านอย่างน้อย 2–3 ครั้ง หากราคาหลุดกรอบแนวต้านลงมาได้สำเร็จ ราคามักเคลื่อนตัวขึ้นไปตามแนวโน้มเดิมของตลาด
Note: Descending Triangle Pattern
บทความล่าสุด

ผู้ร่วมก่อตั้ง Empire Market ถูกตัดสินจำคุก 40 ปี
ศาลสหรัฐฯ สั่งจำคุก Raheim Hamilton ผู้ร่วมก่อตั้ง Empire Market เป็นเวลา 40 ปี ข้อหาเปิดเว็บมืดค้ายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายมูลค่ากว่า 430 ล้านดอลลาร์

อังกฤษเดินหน้าคว่ำบาตร 3 เว็บเทรดคริปโต เอี่ยวช่วยรัสเซียเลี่ยงมาตรการลงโทษ
สหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรเว็บเทรดคริปโต 3 แห่ง พร้อมผู้ให้บริการชำระเงินอีกหลายราย หลังสงสัยว่าช่วยรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ฝรั่งเศสจ่อเก็บภาษีคริปโตใหม่ ในงบประมาณปี 2027
คณะกรรมาธิการการเงินของฝรั่งเศสหนุนข้อเสนอใหม่ เตรียมเก็บภาษีการสวอป Stablecoin และจัดหนักภาษีคนรวยที่ย้ายประเทศ โดยคิดจากกำไรคริปโตที่ยังไม่ได้ขาย